Blog

Graphic Standard for Exhibition and Museum

รวมลิงค์ข้อมูลอ้างอิงสำหรับ
– Ergonomics for museum display
– Ergonomics for interaction design
– Lighting design for museum

Save

Advertisements

ประวัติศาสตร์การออกแบบนิทรรศการ/ History of Exhibition Design

Image from http://factsanddetails.com/world/cat56/sub365/item1926.html
Image from tes.com
Image from http://www.rhinoresourcecenter.com

 

มนุษย์รู้จักการ ‘จัดแสดง’ มาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่การวางของขายในตลาด การประกอบพิธีกรรมและการตกแต่งทั้งในโบสถ์วิหารหรือแม้กระทั่งหลุมศพ ตลอดจนการแสดงอัตลักษณ์ของเผ่าในระหว่างศึกสงคราม (Brukner:2011, Verlade: 2001) อย่างไรก็ตามการจัดแสดงเหล่านี้ก็เป็นเพียงทักษะที่แฝงอยู่ในกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์สมัยบุพกาลเรื่อยมา ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร จนกระทั่งกระแสการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทในยุคกลาง  นักวิทยาศาสตร์ต้องทำการจัดแสดงเพื่ออธิบายข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ คนทั่วไปก็ต้องการจัดแสดงวัตถุสะสมส่วนตัว (Artifact) ที่ได้จากการค้าขายและการสำรวจธรรมชาติ (Bruckner: 2011) สิ่งนี้เองที่จุดประกายแนวความคิดเรื่องนิทรรศการ (Exhibition) ให้กลายเป็นเครื่องมือนำเสนอความจริงให้คนทั่วไปได้รรับรู้  ต่อมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม นิทรรศการได้รับการยกระดับขึ้นเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อช่วยสังคมและเศรษฐกิจ ประเทศในเครือจักรภพสมัยวิคตอเรียนถือว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเองของประชาชน (Thriving Arts and Therapy. 2017) นอกจากนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แล้ว นิทรรศการเพื่อการค้าในสมัยนี้ก็เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก เห็นได้จากงาน Great Exhibition ที่ Crystal Park ณ กรุงลอนดอน หรืองานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมและงานแสดงศิลปะที่ Glaspalast ณ กรุงมิวนิค ศ.ที่ 19-ต้น ศ. ที่ 20 จัดเป็นยุคทองยุคหนึ่งของวงการนิทรรศการที่ยุโรปก็ว่าได้ หลังจากนั้นความรุ่งเรืองของงานนิทรรศการก็เว้นว่างไปในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง แต่เมื่อสงครามจบลง แต่ละประเทศก็เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจของตนอีกครั้ง นิทรรศการประเภท World Fair และ World Expo จึงก้าวเข้ามาในหน้าประวัติศาสตร์ ในปลาย ศ. ที่ 20 ถึง ปัจจุบัน นิทรรศการไม่ใช่เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาส่วนบุคคลหรือ Trade fair เพื่อการค้าขายระหว่างบริษัทอีกต่อไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ เกิดเป็นรูปแบบนิทรรศการใหม่ๆ มากมาย อาทิเช่น Visitor Centre, Science Museum และ Event/ Experience อันเป็นรูปแบบที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน

นักออกแบบนิทรรศการที่สำคัญในประวัติศาสตร์มีหลายคนด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Owen Jones, Viennese Secession, Norman Bel Geddes, Franco Albini,  Herbert Bayer, James Gardner เป็นต้น

Owen Jones (1809-1874): สถาปนิกผู้ออกแบบตกแต่งภายในงาน Great Exhibition และอีกหลายงานที่ Crystal Palace ลักษณะงานเป็นการจำลอง (Replica) เอาบรรยากาศของประเทศอันเป็นแหล่งกำเนิดสินค้ามาไว้ในอาคารแสดงงาน

Owen Jones
Image from http://www.avictorian.com/Jones_Owen.html

 

Viennese Secession (1897-1905): กลุ่มศิลปินและสถาปนิกหัวก้าวหน้า เป็นผู้ปฏิวัติวิธีการจัดแสดงงาน โดยพยายามออกแบบบรรยากาศในห้องให้สอดคล้องกับชิ้นงานที่จัดแสดง

Image from https://secession.nyarc.org/omeka/items/show/25

 

Norman Bel Geddes (1893-1958): นักออกแบบจากสหรัฐอเมริกา ผสมผสานเทคนิคของฉากละคร (Theatre) เข้ากับการจัดนิทรรศการ การออกแบบใช้แนวความคิดแบบ Streamline เป็นสำคัญ

Image from http://andreiacosta.co.uk/blog/wp-content/uploads/2015/10/1939_worlds_fair_4a.jpg

 

Franco Albini (1905-1977): สถาปนิกชาวอิตาลี ทำงานออกแบบทั้งงานสถาปัตยกรรมและนิทรรศการ มีแนวคิดหลักในการแยกโครงสร้างออกมาจากเนื้อหาและวัตถุจัดแสดง นำเสนอเนื้อหาเสมือนแผนภูมิ (Diagram) ที่วางเรียงกันเป็นลำดับชั้น (Layer)

Image from http://www.jcms-journal.com/articles/10.5334/jcms.1021221/figures/Fig03_web.jpg/

 

Herbert Bayer (1900-1985): สถาปนิกจากสถาบันเบาเฮาส์ ด้วยพื้นฐานที่ทำทั้งงานสถาปัตยกรรมและโฆษณาสิ่งพิมพ์ ภาพได้รับการยกระดับให้เปรียบเสมือนภาษาที่สามารถเล่าเรื่องราวแทนตัวอักษร

Image from https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/736x/c0/5c/2a/c05c2a5e478a3378d2fb940097d4dd9f.jpg

 

James Gardner (1907-1995): นักออกแบบนิทรรศการจากอังกฤษ มีพื้นฐานจากงานออกแบบอุตสาหกรรม เขาได้ออกแบบงานที่เล่าเรื่องราวเป็นลำดับ (Storyline) ตลอดจนการพัฒนาสื่อปฏิสัมพันธ์ (Interaction Design)

image from https://www.90yearsofdesign.philips.com/data/stories/evoluon/story_evoluon_06.jpg

 

PDF สำหรับเนื้อหาและรูปประกอบฉบับเต็ม

Exhibitions in history and exhibition designers

References:

Belarde, Giles. 2001. Designing Exhibitions: Museums, heritage, trade and world fairs. England: Ashgate Publishing.

Bruckner, Uwe. 2011. Scenography. Stuttgart: Atelier Bruckner Gmbh.

Thriving Arts and Therapy. 2017. [Graphic board]. At: Kelvingrove Museum, Glasgow.

Save

Save

Save

Save

Lance Wyman: Wayfinding

 

อาจารย์ที่ GSA คอมเมนต์ว่าให้ทำงานโดยไม่ใช้คอมฯ บ้าง
เลยหาข้อมูลวิธีคิดดีไซเนอร์รุ่นทำทุกอย่างด้วยมือ จนไปเจอ Ted talk ของ Lance Wyman ดูแล้วประทับใจมาก งาน identity แบบกล้าคิดกล้าทำล้ำยุค เล่นกับ opt art และ environment แถมแกยังคิดการใช้ระบบ icon นำทางคนแทนคำพูดอีก เพิ่งรู้ว่างานแกเกิดขึ้นก่อนที่คนจะเริ่มใช้คำว่า Wayfinding ด้วยซ้ำ

https://m.youtube.com/watch?v=IFF9i-gOO7w

 

ใครๆ ก็เป็นนักออกแบบนิทรรศการได้จริงหรือ Can anyone become exhibition designer?

diagram-exhibit des REV01-01

งานออกแบบพื้นที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราวนั้น ไม่มีการบัญญัติศัพท์ที่จะเรียกงานประเภทนี้อย่างชัดเจน ในภาษาอังกฤษเองก็ยังมีความหลากหลาย บ้างก็เรียก Spatial Communication บ้างก็เรียก Narrative Space อย่างไรก็ตามงานเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ อีเวนต์ หรือร้านค้าบางประเภท ลักษณะเด่นประการหนึ่งของงานประเภทนี้คือจำเป็นต้องใช้ทักษะรอบด้านหรืออาจกล่าวได้ว่ามีความเป็น Generalist (ฺBruckner. 2011) จึงเปิดโอกาสให้นักออกแบบอันมีพื้นฐานหลากหลายได้เข้ามาทำงานในพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบอุตสาหกรรม นักออกแบบเรขศิลป์ (กราฟิกดีไซเนอร์) ศิลปิน และสถาปนิก แม้ว่าจะเข้ามาได้ง่าย แต่การที่จะประสบความสำเร็จในสายนี้กลับไม่ง่ายเลย ต้องใช้ทั้งประสบการณ์และการเรียนรู้ข้ามสาขาวิชาเป็นอย่างมากจึงจะผลิตงานออกแบบที่ตอบสนองทั้งกายภาพของพื้นที่ใข้สอย ความสวยงามและสื่อเนื้อหาที่ต้องการจะนำเสนอได้อย่างครบถ้วนชัดเจน (Velarde. 2001)

จากประสบการณ์ที่ทำงานในสายนี้มากว่า 10 ปี ผู้เขียนได้ถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเจอในการทำงานอีกทั้งได้ค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วเรียบเรียงเป็นบทความดัานล่างนี้

ออกแบบนิทรรศการ rev 2015 10 16-fin

ลิงค์บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Vol 3, No 1 (March-August 2016)

https://www.tci-thaijo.org/index.php/faa/article/view/63713

References:

Belarde, Giles. 2001. Designing Exhibitions: Museums, heritage, trade and world fairs. England: Ashgate Publishing.

Bruckner, Uwe. 2011. Scenography. Stuttgart: Atelier Bruckner Gmbh.

Save

Govanhill Baths

govanbath-01

นิทรรศการทัวร์ที่ Govanhill Baths โรงอาบน้ำที่สร้างตั้งแต่ปี 1917 เป็นสาธารณูปโภคของผู้ใช้แรงงานในกลาสโกว์สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ตัวอาคารเป็น complex ที่รวมทั้งห้องอาบน้ำ, สระว่ายน้ำ, ห้องซักผ้า และห้องอบผ้า สังเกตว่าฝรั่งอาบน้ำแยกห้องเป็นคอกๆ ไม่ชอบอาบน้ำรวมแบบญี่ปุ่นหรือจีนโบราณ ส่วนการอบผ้าของฝรั่งนั้นถือว่ามีนวตกรรมมายาวนานมาก วิศวกรถึงขนาดออกแบบเครื่องจักรและท่อเป่าลมร้อนมาตั้งแต่ร้อยปีที่แล้ว ที่แปลกใจที่สุดก็คือการว่ายน้ำเป็นกีฬาแรกๆ ของโลกที่ผู้หญิงมีบทบาทสูงมากในสังคมสมัยนั้นที่ผู้ชายยังคงเป็นใหญ่ ถึงขนาดที่ว่าที่นี่เคยมีครูสอนว่ายน้ำหญิงที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ยุโรป

ปัจจุบันที่นี่ปิดร้างมาเป็นสิบปีแถมผู้คนที่อาศัยอยู่แถบนี้ก็เต็มไปด้วยแขก แต่น่าแปลกใจที่คนสกอตในกลาสโกว์ยังใจกว้างถึงขนาดร่วมกันลงขันกัน (pledge) เพื่อให้ได้เงินมาอนุรักษ์อาคารนี้เอาไว้ในฐานะสัญลักษณ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ประสบผลสำเร็จ เพราะนอกจากจะสร้างงานสร้างอาชีพจนเมืองชนบทริมน้ำกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมได้แล้ว เมืองนี้ก็ไม่ละเลยคุณภาพชีวิตของคนที่ทำงานในโรงงาน นี่เป็นสิ่งที่คนเมืองภูมิใจ

แนวความคิดในเรื่องการอนุรักษ์ที่นี่เปิดกว้างมากในหลายๆ เรื่อง เริ่มตั้งแต่โครงการการอนุรักษ์ที่คนเมืองริเริ่มกันเอง ไม่ใช่ภาครัฐ, Stakeholder ที่เปิดโอกาสให้สถาปนิกจากเมืองเบลฟาสต์มารับงานออกแบบ และให้คนแขก (เจ้าของถิ่นในปัจจุบัน) มามีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์, สร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้คิดจะทำให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แต่จะเปิดใช้งานเป็น complex ดังเดิม เพียงแต่ปรับกิจกรรมให้เป็นสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และลานอีเวนท์ โดยให้เหตุผลว่ามันตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากกว่า, สีสันที่ใช้การอนุรักษ์ก็ไม่ได้ยึดติดกับสีเดิม เจ้าหน้าที่เล่าว่าอาคารแห่งนี้สร้างด้วยโครงเหล็กแต่มีน้ำมากจึงต้องหมั่นทาสีเพื่อกันสนิม เริ่มแรกก็ทาสีฟ้าไม่ทราบเพราะอะไร ต่อมาก็ทาสีเขียวเพราะเหลือมาจากสงครามโลก ปัจจุบันเป็นสีแดง งานอนุรักษ์คราวนี้จะกลับไปใช้สีฟ้าในบางส่วน และจะเล่นสีเหลืองในบางส่วน ฟังแล้วคิดได้ว่ารูปทรง สีสัน และพื้นผิวสำหรับเขานั้นไม่สำคัญเท่าเรื่องของ ‘คน’ อันเป็นผู้ใช้งานตัวจริง …แนวคิดของคนที่นี่ทำให้มีคำถามในหัวหลายเรื่อง เช่น “เราควรรักษาประวัติศาสตร์ชาติหรือประวัติศาสตร์เมือง”, “การรักษาอัตลักษณ์คือการเก็บรักษาสีดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด หรือความคิดที่จะการเลือกใช้สีและวัสดุที่เหมาะกับยุคสมัยต่างหากคืออัตลักษณ์”, ใครควรจะได้รับการเชิดชูให้เป็นพระเอกของอาคาร ระหว่างผู้สร้างอาคาร (สถาปนิก+ช่างฝีมือ) หรือ ผู้ใช้สอยอาคาร (workers) “, “เราควรเก็บรักษารูปทรงของอาคาร VS เก็บรักษาวิถีชีวิต (lifestyle)”, “เราควรรักษาผลประโยชน์ของชนชาติผู้เป็นเจ้าของประเทศ หรือเราควรรักษาผลประโยชน์ของคนที่กำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่แม้พวกเขาจะเป็นคนต่างถิ่นก็ตาม” ฯลฯ

www.govanhillbaths.com

17457609_10154212379336455_9149592015281801121_n.jpg

17499251_10154212379351455_3533855606270685473_n.jpg

17523637_10154212379396455_8969080359901063650_n.jpg

17499587_10154212379551455_6680493732513672554_n.jpg

Save

Save